หญิงคนหนึ่งที่ชโลมพระบาท
รักที่ไม่มีอะไรเหลือไว้เลย
ลูกา 7:38 (THSV11): "เธอยืนอยู่ข้างหลังที่พระบาทของพระองค์ร้องไห้ และเริ่มชโลมพระบาทของพระองค์ด้วยน้ำตา และใช้ผมของเธอเช็ดพระบาท แล้วจูบพระบาท และชโลมด้วยน้ำมันหอม"
นี่คือภาพที่สะเทือนใจที่สุดฉากหนึ่งในพันธสัญญาใหม่ หญิงคนหนึ่งที่ไม่มีชื่อ ไม่มีเกียรติ ไม่มีสิ่งใดจะนำมาอ้างได้เลย นอกจาก หัวใจที่แตกสลาย และความรักที่ไม่กลัวต่อความอับอาย
ในวัฒนธรรมยิวยุคนั้น:
ผู้หญิงที่ ปล่อยผม ต่อหน้าผู้ชายในที่สาธารณะ ถือเป็นสิ่งที่น่าอับอาย
การสัมผัสชายผู้เป็นแรบไบโดยตรง ถือเป็นการลบหลู่ทางศาสนา
น้ำหอมที่ใช้...น่าจะเป็นสมบัติเพียงไม่กี่อย่างที่เธอมี
แต่เธอ ไม่ลังเล ที่จะทิ้งศักดิ์ศรี ทิ้งภาพลักษณ์ และเสี่ยงการถูกกล่าวหา — เพราะเธอรักพระองค์จนไม่มีอะไรเหลือไว้เลย
พระเยซูไม่ได้ขับไล่ แต่ปกป้องเธอ
ขณะที่ฟาริสีคิดในใจว่า "ถ้าพระองค์เป็นผู้เผยพระวจนะจริง ก็ต้องรู้ว่าเธอเป็นหญิงอย่างไร เป็นคนบาป" (ลูกา 7:39) พระเยซูกลับหันมาและตรัสกับซีโมนอย่างนุ่มนวลว่า:
“หญิงคนนี้แสดงความรักมาก เพราะได้รับการอภัยมาก”
พระเยซูไม่ได้มองที่อดีตของเธอ แต่ทรงรับรู้ความรักที่เธอแสดงออกด้วยความจริงใจ และทรงปกป้องศักดิ์ศรีของเธอที่ไม่มีใครในห้องนั้นเห็นค่า
ความรักที่ไม่มีอะไรเหลือไว้เลย
ในภาษาฮีบรู คำว่า Ahavah (אהבה) ไม่ได้หมายถึงแค่ความรู้สึก แต่หมายถึง การให้ การผูกพัน และการเสียสละ
หญิงคนนี้คือภาพสะท้อนของความรักแบบ Ahavah อย่างแท้จริง:
เธอให้ — น้ำหอม น้ำตา เส้นผม และศักดิ์ศรีของตน
เธอผูกพัน — ถึงขนาดยอมเข้าห้องของฟาริสีเพื่อเข้าใกล้พระเยซู
เธอเสียสละ — ทุกอย่างที่เคยยึดถือไว้เพื่อแสดงความรักต่อพระองค์
เธอไม่ได้พูดอะไรเลย...แต่หัวใจของเธอดังยิ่งกว่าคำพูดใด
พระเยซูไม่ได้ยึดติดกับกฎศาสนา แต่ทรงฟังเสียงของหัวใจ และหญิงคนนี้ก็ได้รับคำที่เปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล:
“ความเชื่อของเธอช่วยเธอให้รอดแล้ว ไปเป็นสุขเถิด” (ลูกา 7:50)
ในสายตาของโลก เธอคือคนบาป แต่ในสายตาของพระเยซู เธอคือ แบบอย่างของผู้ที่รักด้วยสุดใจ
และบางที...ในเวลาที่หัวใจเราแตกสลายที่สุด เราจะสามารถรักพระองค์ได้ มากที่สุด เช่นกัน

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น