ขโมยในเวลากลางคืน
ใครคือขโมย? และเราควรระวังอะไรในฐานะคริสเตียน
วิวรณ์ 16:15 นี่แน่ะ เรากำลังมาเหมือนอย่างขโมย คนที่ตื่นอยู่และรักษาเสื้อผ้าของตนไว้ก็เป็นสุข เพราะว่าเขาไม่ต้องเดินเปลือยกายให้คนทั้งหลายเห็นสภาพอันน่าอับอาย)
ประโยคนี้ดูเผิน ๆ อาจทำให้เรานึกถึงการที่พระเยซูจะเสด็จกลับมาโดยไม่มีใครบอกล่วงหน้า “เหมือนขโมย” ที่ไม่มีใครรู้ว่ามาตอนไหน แต่หากมองลึกลงไปในบริบทของวัฒนธรรมยิวช่วงสมัยวิหารที่สอง จะพบว่า “ขโมยในเวลากลางคืน” อาจหมายถึงบางสิ่งที่ลึกซึ้งและเจาะจงมากกว่านั้น
ขโมย... คือใคร ?
ในช่วงที่วิหารยังตั้งอยู่ในเยรูซาเล็ม มหาปุโรหิตจะมีบทบาทสำคัญ ในการตรวจสอบเหล่าปุโรหิตที่ผลัดกันอยู่เวรยามกลางคืน เพื่อให้แน่ใจว่าไฟบนแท่นบูชาจะไม่ดับ ปุโรหิตที่ได้รับมอบหมายให้เฝ้าเวรมีหน้าที่รักษาไฟให้ลุกอยู่เสมอ
หากมหาปุโรหิตแอบมาในยามวิกาลแล้วพบว่าผู้ที่เฝ้ายามกำลังหลับ เขาจะตักถ่านร้อนจากแท่นบูชาเทลงบนเสื้อคลุมของผู้หลับนั้น ผู้เฝ้ายามที่หลับไหลจะสะดุ้งตื่นและรีบถอดเสื้อที่กำลังไหม้ออก ด้วยความตกใจและอับอายต่อเพื่อนปุโรหิตทั้งหลาย
ผู้คนในหมู่ปุโรหิตจึงมีคำเรียกมหาปุโรหิตแบบหยอกเย้าว่า “ขโมยในเวลากลางคืน” (The Night Thief) เพราะท่านมักจะมาแบบไม่ให้รู้ตัว และเปิดโปงผู้ที่หลับยาม
พระเยซูคือมหาปุโรหิตของเรา
ฮีบรู 7 บอกเราว่า พระเยซูทรงเป็นมหาปุโรหิตตามชั้นของเมลคีเซเดค พระองค์ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ไถ่ แต่ทรงเป็น “หัวหน้ายาม” ของวิหารฝ่ายวิญญาณของเรา
เมื่อพระองค์ตรัสว่า “เราจะมาเหมือนขโมย” พระองค์กำลังพูดในฐานะมหาปุโรหิตผู้ตรวจสอบชีวิต ไม่ใช่ในฐานะผู้ร้าย แต่เป็นผู้เปิดโปงความจริงของผู้ที่ควรจะเฝ้ายามแต่กลับนอนหลับ ไม่ทำหน้าที่ฝ่ายวิญญาณของตน
เสื้อผ้า = ความชอบธรรม
พระคำกล่าวว่า “ผู้ที่เฝ้าระวังและรักษาเสื้อผ้าของตนจะเป็นสุข” เสื้อผ้าในที่นี้ หมายถึงความชอบธรรม ความบริสุทธิ์ และสภาพฝ่ายวิญญาณที่สะอาดในสายพระเนตรพระเจ้า
หากเราปล่อยให้ไฟในวิหารภายในของเรามอดดับ (คือชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณที่เฉื่อยชาและไม่ได้สารภาพบาป) เสื้อผ้าของเราจะถูกเผา และเราจะกลายเป็นผู้ที่ “เปลือยกายและน่าอับอาย” ในวันที่พระองค์เสด็จมาโดยไม่ทันตั้งตัว
เตือนให้เรากลับใจและตื่นเฝ้า
วิวรณ์ 3:3 ก็เตือนเช่นกันว่า “เหตุฉะนั้นเจ้าจงระลึกว่าเจ้าได้รับและได้ยินอะไร จงถือรักษาและจงกลับใจใหม่ เพราะถ้าเจ้าไม่ตื่นขึ้น เราจะมาเหมือนอย่างขโมย และเจ้าจะไม่รู้ว่าเราจะมาหาเจ้าชั่วโมงไหน”
เราคือวิหารของพระเจ้า เรามีหน้าที่รักษาไฟบนแท่นบูชาให้ลุกอยู่เสมอ และต้องรักษาเสื้อผ้าของเราให้สะอาดอยู่ตลอดเวลา การกลับใจใหม่และการสารภาพบาปไม่ใช่สิ่งที่ควรถูกละเลย แต่เป็น “หน้าที่ของยามประจำวิหาร” ทุกวัน
“ขโมยในเวลากลางคืน” ไม่ใช่ภาพของการคุกคาม แต่คือภาพของการ “ทดสอบและเปิดโปง” สำหรับผู้ที่ไม่เฝ้ายาม
พระเยซูจะเสด็จมาแบบไม่ให้รู้ตัว แต่คำถามสำคัญคือ — เรากำลังตื่นและเฝ้าไฟอยู่ หรือเราแอบหลับยามในหน้าที่
วันนี้... ขอให้เราตื่นขึ้น กลับใจ และรักษาไฟของพระวิญญาณให้ลุกอยู่เสมอ
ขอพระเจ้าอวยพระพร
K. Ohr. Emet

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น